อุตสาหกรรมรถยนต์แย่
อุตสาหกรรมรถยนต์แย่
@BAT-3K ยอดขายหด
@รายได้วูบเหลือ4 พันล.
อุตสาหกรรมรถยนต์วูบหนัก หลังคาดการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศ ช่วงไตรมาส 1/2552 ทรุดกว่า 40% แถมทั้งปียอดขายดิ่งนรก 15-20% กระทบอุตสาหกรรมที่อิงตลาดรถยนต์ถอยหลังตาม ด้านผู้บริหาร BAT-3K “วีรวัฒน์ ขอไพบูลย์” รับเป้ารายได้ปีนี้หวังโตแค่ 4,000 ล้านบาท ลดลง 20% จากปี 2551 ลุ้นรายได้ 5,000 ล้านบาท แจงงัดกลยุทธ์ควบคุมต้นทุนการผลิต -กำลังการผลิต ให้สอดคล้องความต้องการตลาด พ่วงดูแลสถานะการเงินลูกค้า บรรเทาความเสียหายจากการถดถอยของเศรษฐกิจ
จากกรณีที่ นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด คาดการณ์ถึงแนวโน้มยอดขายรถยนต์ในปี 2552 อาจจะชะลอตัวลงทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะมีระดั้บการขายราว 1.08 ล้านคัน แบ่งเป็นการขายในประเทศราว 500,000 คัน และส่งออกอีก 580,000 คัน จากปีก่อนที่มีการขายอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน แบ่งเป็นกาารขายในประะเทศ 615,000 คัน และส่งออกอีก 780,000 คัน
นอกจากนี้ คาดว่า ในช่วงไตรมาส 1/2552 ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์จะมียอดขายลดลงประมาณ 40% และทั้งปี 2552 คาดว่าจะปรับตัวลดลงถึง 15-20% แต่การปรับตัวลดลงของยอดขายอาจจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมทั้งคาดว่าปีนี้นักลงทุนต่างชาติที่มีฐานการผลิตในไทยคงจะไม่มีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมถึงกลุ่มทุนญี่ปุ่น แต่การลงทุนในอนาคต คงจะต้องมีการพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจก่อน
ทั้งนี้ มองว่า การแก้ปัญหาของภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวในปัจจุบัน ประเมินว่า ภาครัฐควรจะมีมาตรการที่เป็นขั้นตอนเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นรวมถึงมีการประเมินของมาตรการต่าง ๆ ในระยะ 6 เดือน ขณะที่เอกชนต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาด้วย
ต่อกรณี ดังกล่าว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่าง บริษัทไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ จำกัด (มหาชน) BAT-3K นายวีรวัฒน์ ขอไพบูลย์ กรรมการ เปิดเผยว่า การปรับตัวลดลงของตลาดรถยนต์ในช่วงปี 2552 เกิดจากปัจจัยสำคัญเรื่องการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ที่ถือเป็นผลกระทบกดดันกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
นอกจากนี้ มองว่า การปรับตัวลดลงของตลาดรถยนต์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทบ้าง โดยเฉพาะในแง่คำสั่งซื้อสินค้าใหม่ที่ปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทมีคำสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้าประจำรองรับอยู่แล้ว ขณะที่ในแง่ของภาวะเศรษฐกิจโดยรวมกลับมีผลกระทบมากกว่า เนื่องจากทำให้แนวโน้มความต้องการของกลุ่มลูกค้าประจำอาจปรับตัวลดลงไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
“ตัวเลขยอดขายตั้งแต่ช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ปรับตัวลดลงไปพอสมควร แต่ถ้ามองในแง่ของหลักความเป็นจริงแล้วยังไงคนก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถยนต์อยู่ แต่อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ เช่น จากเดิมเคยใช้รถยนต์ 2-3 ปีเปลี่ยน ก็มาเป็น 4 -5 ปีขึ้นไปแล้วถึงทำการเปลี่ยน ซึ่งนั่นเองถือเป็นปัญหาของกลุ่มผู้ประกอบการที่จะต้องหากลยุทธ์มาปรับเพื่อให้สอดรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น” นายวีรวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทในปี 2552 ได้ตั้งเป้ายอดขายเติบโตที่ 4,000 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อนที่คาดว่าตัวเลขรายได้จะเติบโตที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์รองรับปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว โดยการควบคุมต้นทุนการบริหารและการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การลดค่าใช้จ่าย รวมถึงการตรวจสอบสถานการทางการเงินของกลุ่มลูกค้า เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า
นอกจากนี้ การควบคุมกำลังการผลิตให้มีความสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้ในตลาดก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 70% จากกำลังการผลิตเต็มที่ 100% หรือ 350,000 ลูกต่อเดือน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากกำลังซื้อและขีดความสามารถในการใช้จ่ายของกลุ่มผุ้บริโภคลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังอยู่ในช่วงถดถอย
“สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสริมของบริษัทในปัจจุบันก็คือ ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะตะกั่วที่ระดับราคาในปัจจุบันค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อตัน หรืออาจจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ทำให้บริษัทสามารถควบคุ้มต้นทุนในส่วนดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่กลยุทธ์ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตามที่บริษัทได้มีการวางแผนไว้” นายวีรวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี มองว่า ภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมแบตเตอร์รี่รถยนต์ในช่วงปี 2552 อาจได้รับผลกระทบจากความต้องการใช้ที่ชะลอลง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลักอย่างผู้ใช้รถยนต์เชิงพาณิชย์ที่มีการปรับตัวลดลงอย่างเด่นชัดที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคจำเป็นจะต้องปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วนเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน จึงอาจทำให้ความต้องการใช้แบตเตอร์รี่รถยนต์ใหม่ชะลอตัวลงตามไปด้วย
No related posts.































