ใครจะคิดว่าทริปที่มีการเตรียมการและวางแผนมาอย่างดีล่วงหน้าประมาณ 5-6 เดือน เริ่มตั้งแต่การเลือกที่พักและจองตั๋วเครื่องบินตลอดจนรถทัวร์ที่จะนำทางจากเชียงใหม่ไปจนถึงท่าเรือที่ตราดจะมาเจอกับสิ่งที่ไม่ได้คาดฝันจนเกือบจะทำให้ทริปทั้งทริปล่มได้….
ต่อไปนี้คือเรื่องเล่าจากความทรงจำของผม ถึงทริปเกาะกูดช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่เริ่มขึ้นด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และเกือบจะจบลงด้วยคราบน้ำตาในที่สุด…
ทริปนี้ได้นุ้ยเป็ยแม่งาน ช่วยประสานเรื่องจองที่พักที่ปีเตอร์แพนรีสอร์ท ซึงเราช่วยกันโหวตว่าควรจะเป็นที่ไหนดีระหว่างปีเตอรืแพนกับกัปตันฮุค ในที่สุดเมื่อผลโหวตให้กัปตันฮุคมีมากกว่าปีเตอร์แพน นุ้ยจึงโทรไปสอบถาม ปรากฏว่าราคาที่ฮุคพุ่งสูงกว่าที่โชว์ในเว็บ สุดท้ายจริงๆเลยต้องตัดใจเลือกปีเตอร์แพนที่เป็นห้องพัดลมอย่างเสียมิได้ 55
เรื่องการเดินทางนั้น แม่งานนุ้ยได้จองตั๋วแอร์เอเชียไว้ให้พวกเราแล้วเรียบร้อย ไม่พอ รถทัวร์ที่จะพาเราออกจากกรุงเทพฯไปตราดก็จองแล้วเช่นเดียวกัน ที่เหลือก็รอแค่ให้ถึงวันเดินทางเท่านั้นเอง ช่วงเวลานั้นเราส่งเมลเคาน์ดาวน์กันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงทริปนี้ไปตลอดกาลเกิดขึ้นแค่ไม่กี่วันก่อนการเดินทาง
ด้วยความไม่แน่นอนทางการเมืองและความบ๊องส์ของพวกเสื้อเหลืองและด้วยอะไรก็แล้วแต่ กลุ่มผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาลนายกฯสมชายได้ยกพลไปปิดสนามบินดอนเมืองในสัปดาห์ก่อนหน้าที่พวกเราจะเดินทาง และหลังจากนั้นสิ่งที่พวกเรากลัวมันก็เกิดขึ้น นั่นคือการชุมนุมได้ขยายไปที่สุวรรณภูมิจนได้ ด้วยความไม่เอาไหนของระบบรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ หรือจะเพราะอำนาจลึกลับอะไรบ้างอย่างก็ตาม ทำให้ในที่สุด สุวรรณภูมิก็ถูกเหล่าพันธมิตรยึดสำเร็จ (ซะงั้น)
ทุกสายการบินประกาศงดเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออก จากวันเป็นสองวัน ในที่สุดก็ประกาศงดแบบไม่มีกำหนด….
ยังความปลาบปลื้มมาสู่พวกเราชาวปุ้บปั้บทัวร์เสียนี่กระไร…..
ในที่สุดเราก็ต้องมามิตติ้งด่วนกันเพื่อหาหนทางไปให้ได้ มิตติ้งด่วนครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดินทางนั่นเลย ช่วงเที่ยงวัน แกนนำปุ้บปั้บทัวร์สองคนได้พบกันเพื่อคุยเครียดเรื่องที่เกิดขึ้นที่บิ๊กซีสาขาลำพูน และได้ข้อสรุปว่าเราจะเดินทางโดยรถทัวร์ออกจากเชียงใหม่เวลาสองทุ่มครึ่งไปลงที่หมอชิตแล้วต่อรถจากหมอชิตไปตราดอีกทีในช่วงเช้า ฟังดังนี้แล้วเครียดเลยครับ เพราะขี้เกียจนั่งรถเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ในที่สุดการเดินทางสู่เกาะกูดที่ยาวนานก็ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยประการฉะนี้เอง
เราใช้บริการรถทัวร์ค่ายสยามเฟิร์สเป็นราชรถพาพวกเราออกจากอาเขตไปยังหมอชิต ซึ่งการเดินทางก็เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง หลังจากนั้นต่อรถอีกทอดจากหมอชิตไปยังจังหวัดตราด ซึ่งไปถึงประมาณ 11 โมงเช้า หลังจากออกจากอาเขตประมาณหกโมงครึ่ง หลังจากกินข้าวเที่ยงกันอย่างหิวโหยแล้ว ก็ออกจากสถานีขนส่งตราดด้วยรถสองแถวที่ทางรีสอร์ทจัดให้ ไปยังท่าเรือแหลมศอก ซึ่งน้ำทะเลเป็นสีโอวัลตินเลยครับ ถามจากคนแถวนั้นเค้าบอกว่าช่วงนี้ลมแรง คลื่นก็แรง น้ำทะเลจึงเป็นสีนี้ ปกติแล้วจะไม่เป็นแบบนี้
เรือที่จะพาเราไปยังเกาะกูดนั้นเป็นเรือแบบ speed boat ครับ ใครที่นึกภาพไม่ออกไม่เป็นไร เพราะผมมีรูปให้ชมครับ เป็นเรือที่มีความเร็วตามชื่อ เหมาะแก่การขนส่งทางน้ำที่มีระยะทางไกล ถ้าใช้เฟอร์รี่จะใช้เวลานานกว่า แต่ข้อเสียคือมันจะพะเงิบพะงาบไปมาเวลาแล่นบนคลื่นอ่ะครับ คือใครที่ขี้เมาอยู่แล้วมานั่ง speed boat นี่ตายไปเลยครับ ขนาดผมที่สลัดทิ้งอาการเมาทุกอย่าง(ยกเว้นเหล้า)ไปแล้ว ยังแทบทรุดเลยครับ
ช่วงที่นั่งรอเรือออกที่เรือนรับรอง ก็ถือโอกาสล้างหน้าล้างตาทำธุระส่วนตัวพร้อมซดกาแฟรอ พร้อมไตร่ตรองดูว่าจะยังไงดีกับพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คาดว่าบนเกาะคงแพงหูฉี่แน่เลย ราคาที่แปะไว้บนตู้แช่ก็เบาะๆ 45 บาท สำหรับสิงห์แคนครับ สุดท้ายแล้วก็ทำเป็นลืมๆ ไม่ได้ซื้อติดมือไปจนได้ โดยไม่ได้รู้เลยว่ากำลังจะทำให้ทริปนี้กลายเป็นทริปไร้แอลกอฮอล์โดยไม่รู้ตัว
Speed boat สีขาวพุ่งทะยานออกจากท่าเรือแหลมศอกในเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง ฝ่ากระแสคลื่นลมแรงออกไปในทะเลที่กว้างใหญ่ ท้องทะเลสีเขียวมรกตตัดกับเวิ้งฟ้าสีฟ้าสดใสสุดลูกหูลูกตา นั่งมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา หนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้นเรือก็พาเรามาถึงยังท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง อยากตะโกนดังๆว่า ‘ถึงซะทีวุ้ยยย!!’ แต่ทไมมีฝรั่งทยอยลงเรือมาวะ อ่าว!! คนขับไปขนสเบียงลงมาในเรือทำไมเนี่ย สุดท้ายก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่ท่าเทียบเรือของเกาะกูด แต่มันเป็นเกาะหมากตะหาก จ๋อยเลยครับที่ได้รู้ว่าต้องนั่งเรือไปอีกร่วมครึ่งชั่วโมง กว่าจะถึงเกาะกูด…..
ในที่สุดของที่สุด speed boat ก็กะย๊องกะแย๊งพาเรามาถึงปากคลองเจ้า ซึ่งเป็นคลองที่ไหลผ่านด้านหลังปีเตอร์แพนรีสอร์ทออกสู่ทะเล เพิ่งรู้ว่าตรงข้ามกับปีเตอร์แพนยังมีรีสอร์ทอีกแห่งด้วย แต่ที่นี่ไม่มีชายหาดของตัวเองเหมือนปีเตอร์แพน แต่ท่าทางจะบรรยากาศดี รีสอร์ทแห่งนี้มีชื่อว่า AWAY
หลังขึ้นจากเรือที่ท่าเทียบด้านหลัง มองดูนาฬิกาก็เป็นเวลาบ่ายสองกว่าๆ เริ่มหิวกันแล้ว(จริงๆหิวตั้งแต่นั่งเรืออยู่) ที่เรือนรับรองมีโต๊ะรัปประทานอาหาร พนักงานเริ่มทยอยนำมาเสิร์ฟ ระหว่างที่นั่งรอนั้นพวกเราก็จิบน้ำผลไม้แบบไทยๆไปพลางๆ มีน้ำสีแดงเข้มที่นึกว่าเป็นไวนือะไรซักอย่าง แต่มารู้ทีหลังว่ามันคือน้ำกระเจี๊ยบเราดีๆนี่เอง การได้ละเลียดน้ำกระเจี๊ยบของที่นี่ทำให้ผมได้รู้ว่าถ้าอยากลิ้มลองน้ำกระเจี๊ยบที่รสชาติดีที่สุดในโลกผมต้องไปที่ไหน…
ก่อนจะเริ่มลงมือกับมื้อบ่าย.. พี่ผู้จัดการรีสอร์ทเข้ามาคุยกับเราเรื่องห้องพัก พี่แกออกตัวว่ามีข้อเสนอไม่รู้ว่าเราจะรับรึเปล่า เนื่องจากวันพรุ่งนี้จะมีกรุ๊ปทัวร์มาลงที่ปีเตอร์แพน ซึ่งมีสมาชิกมากับกรุ๊ป 99 คน(สงสัยทำไมไม่มากัน 100 คนไปเลย) ซึ่งทำให้ทางรีสอร์ทต้องเร่งต่อเติมและปรับปรุงบ้านพักหลังที่อยู่ติดกับโซนห้องพัดลมให้เสร็จให้ทัน และหมายถึงหากต้องทำกันทั้งวันทั้งคืนก็ต้องทำ ฉะนั้นลูกค้าที่พักโซนนั้นอาจจะได้รับผลกระทบจากเสียงดังที่เกิดจากการทำงาน ดังนั้นเค้าเลยเสนอให้เราย้ายจากที่แถวๆนั้นไปพักที่ห้องแอร์สองห้องที่ว่างอยู่ 2 คืน หลังจากนั้นคืนสุดท้ายเค้าจะให้เราไปพักที่ฮุคแทน แต่เป็นเต๊นท์แทนที่จะเป็นบ้าน ได้ฟังดังนั้นพวกเราทั้งสี่ไม่มีคิดมากเลยซักคน เพราะจากหองพัดลมชั้นต่ำ(ดูรูป) ติดดินธรรมดาๆ มาเป็นห้องแอร์มีทีวีให้ดู แถมหลังหนึ่งในนั้นมีอ่างอาบน้ำทั้งในและนอกตัวอาคารแบบยื่นออกมาตรงระเบียงให้แช่อาบด้วย คือมัน ‘สุลต่านสไตล์’ ชัดๆเลย และที่สำคัญเลยคือการได้ย้ายไปพักที่กัปตันฮุครีสอรืทในคืนสุดท้าย ที่ผมใฝ่ฝันมาตลอด แม้จะเป้นที่พักแบบเต๊นท์ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย ในที่สุดพวกเราทั้งสี่ก็ตอบแทบจะเป็นเสียงเดียวกันและเก็บอาการไม่อยู่กันเลยว่า ‘โอเคคร้าบบ/คร้า’ ^^”
หลังจากจัดการกับอาหารบนโต๊ะแบบแทบไม่เหลือซาก เพราะมีเจ้าตูบแถวนั้นมาคอยกดดันให้เอาอะไรโยนให้มันบ้าง ก็ได้เวลาเช็คอินซะที ห้องพักระดับสุลต่านทั้งสองห้องแบ่งเป็นบ้าน 1 หลังกับห้องพักบนชั้นสองของบ้านอีกหลัง ผมเลือกพักที่ห้องที่ว่านี้เพราะติดกับสระว่ายน้ำกลาง นัยว่าเล่นน้ำทะเลเสร็จล้างตัวนิดหน่อยจะได้โดดตูมลงสระไปด้วยเลย บรรยากาศและสภาพของห้องพักทั้งสองก็ตามที่เห็นดังรูปครับ ด้านบนนี้เป็นห้องพักที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ
ส่วนด้านล่างเป็นบ้านพักขนาดกลางที่ค่อนไปทางใหญ่ จะเห็นได้ถึงความโอ่โถงและหรูหราระดับ 5000-6000 บาทต่อหลังต่อคืน ซึ่งดูไม่เหมาะกับกรุ๊ปทัวร์ซำเหมาอย่างเราเลย 55 แต่ก็นั่นแหละครับ ใครจะไปสน ในเมื่อกล้าเสนอ พวกเราก็พร้อมจะสนองกันอยู่แล้ว
ช่วงบ่ายของวันแรกที่นี่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรมากนัก เพราะกว่าจะจัดแจงข้าวของเข้าที่พัก ล้างหน้าล้างตา ก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆแล้ว แถมยังมีแอบงีบกันอีกซะงั้น เนื่องด้วยการเดินทางที่แสนยาวนานและทรหดจากเชียงใหม่สู่เกาะกูดได้รีดเอาพลังของพวกเราไปจนเกือบหมด กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ปาเข้าไปสี่โมงกว่าห้าโมงเย็นกันแล้ว จึงออกมาเดินเล่นที่ชายหาด ดูพระอาทิตย์ตกดิน เอ๊ะ!! หรือว่าตกน้ำ กัน ด้วยทำเลของปีเตอร์แพนรีสอร์ทที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ จึงเห็นพระอาทิตย์ตกได้อย่างชัดเจน
มื้อค่ำมาถึงจนได้ เป็นมื้อเย็นแรกของที่นี่ ที่เราสัมผัสได้ถึงคุณภาพที่คุ้มกับราคาที่จ่ายไป มีปลาทอด ชุดทะเลเผา ต้มยำ ทอดมันและปูทะเลเผา กุ้งเผา ไม่รู้ว่าอะไรอร่อยกว่ากัน แต่เสียดายที่ปูทะเลมีจำกัด เติมไม่ได้ หมดแล้วหมดเลย เพราะถึงแม้เนื้อจะน้อยไปหน่อยแต่ก้อร่อยไม่แพ้ปูชนิดอื่นๆ ถึงตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกนึกถึงเจ้าเบียร์ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในตู้แช่ที่เรือนรับรองที่ท่าเรือ ป่านนี้มันคงจะแสยะยิ้มสมน้ำหน้าพวกเราที่ไม่ยอมหิ้วพวกมันลงเรือมาด้วย เพราะเมื่อเราสั่งเบียร์ที่นี่มาดื่มกลั้วคอ ราคาของมันคือแปดสิบบาทต่อกระป๋อง -_-”
หลังจากจัดการจนแทบจะไม่เหลือแม้แต่ก้างปลา ทางรีสอร์ทได้จัดการแสดงควงไฟมาให้ชมกันที่บริเวณลานหน้าเรือนรับรอง ซึ่งการควงไฟสำหรับผมถือว่าธรรมดาครับ แต่ถ้าควง’พอลล่า’นี่ว่าไปอย่าง 55 (ฝืดสนิท) แต่สุดท้ายเรื่องธรรมดาก็กลายเป็นงานเข้าจนได้ เมื่อควงๆลูกไฟที่ผูกติดอยู่กับเชือกอยู่ดีๆ มันดันหลุดพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่นั่งชมอยู่ใกล้ๆ ยังดีที่ไม่โดนตัว ไม่งั้นเป็นเรื่อง อาจได้นอนรีสอร์ทฟรีหนึ่งคืน ยังไม่พอ นักแสดงที่ควงๆอยู่ดันคอนดทรลลูกไฟไม่ดีไปปาดใส่หัวตัวเอง ไฟเลยลุกติดเส้นผมเป็นหย่อม กว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวและหยุดการแสดง ผมว่าหัวพี่แกคงล้านไปไม่น้อยเลยทีเดียว
คืนนั้นจบลงที่กลับเข้าห้องไปนั่งดูใจร้าวอย่างสบายใจ รู้สึกอึดอัดในท้องเล็กน้อย แต่เป็นความอึดอัดที่มีความสุขเพราะอาหารดีๆ…..
เช้าวันต่อมาลงมาที่เรือนรับรองสายไปหน่อย แต่ก็ยังทันมื้อเช้า ที่มีทั้งแบบไทย จีน และอเมริกัน ผมบริโภคครบทั้งสามชนิด และที่ลืมไม่ได้เลยคือน้ำกระเจี๊ยบแดงสดที่อร่อยและหวานชื่ใจที่สุดเท่าที่เคยลิ้มลองมา
หลังจากจัดการกับมื้อเช้าเสร็จ ก็ลงไปเดินเล่นริมหาดหน้ารีสอร์ท เท่าที่สังเกตุดูสีของน้ำทะเลบริเวณนั้น เข้าใจได้ว่าอิทธิพลของคลื่นลมแรงยังคงอยู่ เพราะน้ำทะเลค่อนข้างขุ่น ไม่ใสเท่ากับที่เคยเห้นในหนังสือท่องเที่ยว เพราะน้ำทะเลหน้าปีเตอร์แพนนั้นจะใสมาก ขนาดว่าออกไปยืนห่างจากฝั่งไกลแล้วยังถ่ายรูปเห็นทรายสีขาวข้างล่างอยู่เลย
แอบบันทึกภาพ AWAY รีสอร์ทฝั่งตรงข้าม….
วันนี้ช่วงบ่าย เราจะไปเยือน น้ำตกคลองเจ้ากัน โดยทางรีสอร์ทได้จัดรถสองแถวไปส่งถึงทางเข้าที่ต้องเดินเท้าต่อเข้าไปอีกประมาณ 1 กม. ไปพร้อมกับอีกกรุ๊ปที่ต่อไปเราจะได้รู้จักกันจาก trip นี้
น้ำตกไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ยังดีที่พนักงานไปเปิดก๊อกทัน… เอ้ย! ยังดที่ยังมีน้ำไหลอยู่ หลายคนลงเล่นน้ำสบายใจ ส่วนผมขอเก็บภาพไปเรื่อยๆดีกว่า เพราะไม่ได้เอาชุดไปเปลี่ยน
กลับจากน้ำตก ก็มาทานของว่าซึ่งมีให้เลือกทั้งถั่วดำและขนมปังปิ้ง, เฉาก๊วย….
เสร็จแล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ลากเรือคยัคมาพายกันต่อ จากคลองเจ้าไปวนอ้อมสะพานแล้วพายออกสู่ทะเล ตอนจะเข้าฝั่งดันถูกคลื่นซัดล่มซะงั้น เลยถือโอกาสเล่นน้ำทะเลเป็นที่สนุกสนาน พระอาทิตย์ค่อยๆตกน้ำ
มื้อเย็นวันนี้เปลี่ยนจากปูทะเลมาเป็นปูม้าแบบไม่อั้น เพิ่มเท่าไหร่ก็ได้ บวกกับหอยเชลล์ที่มีให้ทานเยอะเหลือเกินที่นี่ ชุดทะเลย่างและปลาดทอดเหมือนเมื่อวาน ที่แตกต่างคือวันนี้ไม่มีใครกล้าสั่งเบียร์… -_-” เลยเปลี่ยนเป็นเป็บซี่แทน
คืนนี้ไม่มีการแสดง สันนิษฐานว่าทรงผมนักแสดงยังไม่เข้าที่เข้าทาง 55
วันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ปีเตอร์แพนรีสอร์ท ซึ่งจะมีเรือมารับเราเวลาประมาณเก้าโมงครึ่ง และจะไปส่งที่กัปตันฮุค หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเช้า ก็ออกมานั่งรอเรือที่จะมารับ ช่วงที่รอเรือ ก็มีการชักรูปร่วมกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันที่นี่ และไปน้ำตกด้วยกัน ทั้งกรุ๊ปมีผู้ชายอยู่สามคน(เอ… หรือว่าหญิงล้วนฟระ? ^^) หลังจากขึ้นเรือเสร็จ พนักงานของทางรีสอร์ทก็ออกมาส่งอย่างพร้อมเพรียงกัน น้องๆที่ปีเตอร์แพนน่ารักกันทุกคน จากการสอบถามพบว่าแต่ละคนมาประจำอยู่ที่นี่ยาว นานๆถึงจะได้ขึ้นฝั่งที และหลายคนจบป.ตรี นะเนี่ย ทำให้ผมคิดไปเองว่า งานนี้น่าจะเหมาะกับพวกอกหักรักคุด ที่ต้องการหนีอะไรบางอย่าง ประมาณ ‘ไข่ย้อย’ จากเพื่อนสนิทอะไรอย่างงั้น
ยังไงก็แล้วแต่ ขอชมว่าพวกน้องๆเป็นกรุ๊ปพนักงานที่ลงตัวมาก ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามุกที่เรายิงออกไปจะถูกย้อนกลับมาเกือบหมด พวกเราคิดว่าจะมีพนักงานที่ยิงมุกเล่นกับลูกค้าได้จากที่อื่นอีกไหม และเราได้คำตอบเร็วเกินคาด.. ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่กัปตันฮุครีสอร์ทนี่เอง ^^
พวกเราขึ้นจากเรือที่ลานเทียบของกัปตันฮุค พร้อมโบกมือลาเพื่อนใหม่ที่กลับเข้าฝั่งวันนี้ มีนักท่องเที่ยวที่มานั่งรอเรือที่จะพาไปเที่ยวปีเตอร์แพนรีสอร์ทที่เราจากมา และรอกลับเข้าฝั่ง ไม่ถึงสิบนาที ทั้งรีสอร์ทก็เหลือแต่พวกเรา…..
น้ำกระเจี๊ยบก่อนเลยครับ ที่นี่ก็มีเหมือนกัน หลังจากที่พี่ผู้จัดการรีสอร์ทพาทัวร์รอบๆพร้อมชี้จุด’ห้องน้ำรวม’ ที่เราจะต้องใช้กัน รวมไปถึงเรือนกางเต๊นท์ที่ดูโลโซไม่ใช่เล่นแล้ว ก็ถึงเวลาเอากระเป๋าไปเก็บและออกสำรวจกัน
แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็หนักไปทางถ่ายรูปกันมากกว่า ด้วยความที่รีสอร์ทแทบไม่มีคนเลยดังได้กล่าวไปแล้ว ทั้งรีสอร์ทเลยดูสงบ เงียบ น่าอยู่อย่างบอกไม่ถูก ประกอบกับน้องๆเปิดเพลงที่บาร์น้ำให้ฟังคลอไปตลอดช่วงบ่ายที่เราถ่ายรูป บรรยากาศเลยโดนใจอย่างบอกไม่ถูก เพลงหลายๆเพลงที่เคยฟังแต่ไม่โดนใจ ก็กลับฟังดูเพราะขึ้นอย่างน่าแปลก สงสัยต้องหาโอกาสไปฟังเพลงบนเกาะบ่อยๆ 55
เต๊ะจุ๊ยกันซะเท่เชียว….
ที่กัปตันฮุครีสอร์ทนั้นเป็นรีสอรืทที่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ไม่มีชายหาด แต่มีส่วนที่เป็นหาดทรายอยู่ด้านตรงข้ามที่ต้องพายเรือคยัคข้ามไป เวลาน้ำลดจะปรากฏหาดทรายสีขาวเป้นแนวยาวขนานไปกับระเบียงของรีสอร์ท แต่ไม่มีจุดเชื่อมต่อ เพราะระหว่างหาดทรายกับตัวรีสอร์ทจะเป็นร่องน้ำลึกสำหรับน้ำคลองที่จะไหลลงสู่ทะเล
ด้านหลังของรีสอร์ทมีหาดทรายกว้างโค้งเป็นอ่าวที่ไม่มีรีสอร์ทใดๆตั้งอยู่ คะเนจากสายตาน่าจะเดินไปถึงได้ แต่จากการสอบถามน้องพนักงานได้ความว่าถ้าจะไปสามารถเดินเท้าตัดเขาไปได้ แต่ต้องลุยน้ำข้ามไปอีกฝั่งที่ลึกมาก เราก็แบบอยากเห็นอ่ะ เลยตกลงว่าลองเดินไปดูก่อน ข้ามได้ไม่ได้เป็นอีกเรื่องนึง น้องเค้ายังบอกอีกว่าตามเจ้า ‘สเปรย์’ ไปเลย มันรู้ทางดี….
อนึ่ง เจ้า’สเปรย์’ ที่ว่านี้คือหมาไทยสีน้ำตาลอ่อนปากมอมของทางรีสอร์ทที่ชอบเล่นกับนักท่องเทียวเหมือนรู้จักกันมานาน เที่ยวนี้เหมือนรู้วาเราจะไปไหน วิ่งห้อนำหน้าพวกเราพลางเห่าเสียงดังไปพลาง เหมือนจะดีใจที่ได้เดินทางไกลเสียที ช่างไม่รู้เอาเสียเลยว่าจะเจออะไรบ้าง…
================================================================================
| Hotels in Koh Kood |
|
|
||||||||||||||
|
|
||||||||||||||




































































